ค้นหาแบบกำหนดเงื่อนไข
สรุปผลการสำรวจ การอ่านหนังสือของประชากร พ.ศ.2546
สรุปผลการสำรวจ
การสำรวจการอ่านหนังสือของประชากร พ.ศ.2546

สำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้ดำเนินการสำรวจการอ่านหนังสือของประชากร พ.ศ. 2546 โดยสัมภาษณ์ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป ตามความต้องการของรัฐบาล เพื่อให้ได้ข้อมูลพื้นฐานเรื่องการอ่านหนังสือ ประเภทหนังสือที่ประชาชนสนใจอ่าน ความถี่ในการอ่าน รวมทั้งต้องการทราบความคิดเห็นของประชาชนในเรื่องการอ่านหนังสือ เพื่อนำเสนอข้อมูลที่สามารถนำไปใช้ในการวางแผนพัฒนาและส่งเส ริมให้ประชาชนในประเทศรักการอ่านมากขึ้น

จำนวนผู้อ่านหนังสือและผู้ไม่อ่านหนังสือ
จากผลการสำรวจ พบว่า ประชากรที่มีอายุ 6 ปีขึ้นไปจำนวน 57.8 ล้านคน เป็นผู้อ่านหนังสือ 35.4 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 61.2 และผู้ไม่อ่านหนังสือ 22.4 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 38.8
เมื่อพิจารณาผู้อ่านหนังสือ พบว่า เพศชายมีอัตราการอ่านหนังสือสูงกว่าเพศหญิงเล็กน้อย (ร้อยละ 64.8 และร้อยละ 57.7 ตามลำดับ) และเมื่อพิจารณาตามภาคและเขตการปกครอง พบว่า ประชากรในกรุงเทพมหานครมีอัตราการอ่านหนังสือสูงที่สุด ร้อยละ 81.6 รองลงมา คือ ภาคกลาง ภาคใต้ ภาคเหนือ (ร้อยละ 63.5 , 61.1 และ 59.2 ตามลำดับ) สำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอัตราการอ่านหนังสือต่ำสุด คือ ร้อยละ 52.8 ทั้งนี้ประชากรที่อาศัยอยู่ในเขตเทศบาลมีอัตราการอ่านหนังสือสูงกว่านอกเขตเทศบาล (ร้อยละ 74.4 และร้อยละ 54.7)


ในจำนวนผู้ไม่อ่านหนังสือ 22.4 ล้านคน เป็นเพศชาย 10.1 ล้านคน และเพศหญิง 12.3 ล้านคน โดยอัตราการไม่อ่านหนังสือของ เพศหญิงสูงกว่าเพศชาย (ร้อยละ 42.3 และร้อยละ 35.2) ประชากรที่อาศัยอยู่นอกเขตเทศบาลมีอัตรา การไม่อ่านหนังสือสูงกว่าผู้ที่อยู่ในเขตเทศบาล คือ ร้อยละ 45.3 และ ร้อยละ 25.6
ประเภทหนังสือที่อ่าน และความถี่ในการอ่าน
ในจำนวนผู้อ่านหนังสือ 35.4 ล้านคน มีสัดส่วนของการอ่านหนังสือพิมพ์สูงที่สุด ร้อยละ 66.0 รองลงมา คือ อ่านนวนิยาย/การ์ตูน/หนังสืออ่านเล่น (ร้อยละ 44.6) และอ่านตำราเรียนตามหลักสูตร (ร้อยละ 40.0)
เมื่อพิจารณาประเภทหนังสือที่อ่านตามกลุ่มอายุ พบว่า วัยเด็กอายุ 6 - 14 ปี เกินกว่าร้อยละ 95 ขึ้นไป อ่านตำราเรียนตามหลักสูตร รองลงมา คือ อ่านนวนิยาย/การ์ตูน/หนังสืออ่านเล่น สำหรับในกลุ่มวัยทำงาน 25 - 59 ปี วัยสูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) และเยาวชนอายุ 15 - 24 ปี ส่วนใหญ่อ่านหนังสือพิมพ์


เมื่อพิจารณาความถี่ของการอ่านหนังสือแต่ละประเภท พบว่า ผู้ที่อ่านตำราเรียนตามหลักสูตร ส่วนใหญ่ ร้อยละ 41.3 อ่านทุกวัน รองลงมาอ่านสัปดาห์ละ 4 - 6 วัน (ร้อยละ 26.3) กลุ่มที่อ่านหนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่อ่านทุกวัน ร้อยละ 30.6 รองลงมาอ่านสัปดาห์ละ 2 - 3 วัน (ร้อยละ 28.5) กลุ่มที่อ่านวารสาร/เอกสารอื่นๆ นิตยสาร นวนิยาย/การ์ตูน/หนังสืออ่านเล่น ส่วนใหญ่อ่านนาน ๆ ครั้ง

เนื้อหาสาระที่อ่าน และสถานที่อ่านหนังสือ

ผู้อ่านหนังสือส่วนใหญ่ ร้อยละ 46.3 อ่านข่าว รองลงมา อ่านสาระบันเทิง (ร้อยละ 23.8) อ่านสารคดี/ความรู้ทั่วไป (ร้อยละ 21.9)

เมื่อพิจารณาสถานที่ในการอ่านหนังสือ พบว่า ผู้อ่านหนังสือส่วนใหญ่ร้อยละ 45.5 อ่านหนังสือที่บ้าน รองลงมา อ่านที่สถานศึกษา (ร้อยละ 19.4) อ่านที่ทำงาน (ร้อยละ 14.1) อ่านตามสถานที่เอกชน (ร้อยละ 12.8)
สถานที่อ่านหนังสือที่มีประชาชนไปใช้บริการน้อยกว่าร้อยละ 4.0 ได้แก่ ห้องสมุด ที่อ่านหนังสือในหมู่บ้าน/ชุมชนและสถานที่ราชการ นอกจากนี้มีเพียงร้อยละ 0.2 เท่านั้น ที่อ่านระหว่างโดยสารรถหรือเรือ

สาเหตุหลักที่ไม่อ่านหนังสือ
ในจำนวนผู้ที่ไม่อ่านหนังสือ 22.4 ล้านคนนั้นส่วนใหญ่ ร้อยละ 57.4 ชอบฟังวิทยุหรือดูทีวีมากกว่า รองลงมาคือ ไม่มีเวลาอ่าน (ร้อยละ 48.1) และไม่ชอบอ่านหรือไม่สนใจ (ร้อยละ 45.5)
เมื่อพิจารณาถึงสาเหตุที่ไม่อ่านหนังสือตามกลุ่มอายุ พบว่า ส่วนใหญ่แทบทุกกลุ่มให้เหตุผลว่า ชอบฟังวิทยุ ดูทีวีมากกว่า ยกเว้น กลุ่มเด็กอายุ 10 - 14 ปี ที่ให้เหตุผลว่าไม่ชอบอ่านหรือไม่สนใจ ถึงร้อยละ 60.9 และกลุ่มผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) ที่ไม่อ่านเพราะสายตาไม่ดี ร้อยละ 58.5

การส่งเสริมให้ประชาชนรักการอ่านหนังสือ

จากข้อถามความคิดเห็นเรื่องการส่งเสริมให้ประชาชนรักการอ่านหนังสือ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 40.3 คิดว่าหนังสือควรมีราคาถูกลง รองลงมา คือ ควรมีห้องสมุดประจำหมู่บ้าน/ชุมชน (ร้อยละ 35.9) และควรส่งเสริมให้พ่อแม่ปลูกฝังให้เด็กรักการอ่านหนังสือ (ร้อยละ 22.9) ซึ่งความคิดเห็นในการส่งเสริมให้รักการอ่านของเพศชายและเพศหญิงสอดคล้องกัน


จากผลการสำรวจ สรุปได้ว่า การรณรงค์และส่งเสริมให้ประชาชนรักการอ่านควรเริ่มแต่เยาว์วัย และต้องเริ่มต้นจากครอบครัวเป็นลำดับแรก โดยพ่อแม่ควรเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ลูก เพื่อให้ลูกได้ซึมซับพฤติกรรมดังกล่าวตั้งแต่แรกเกิด นอกจากนี้สถานศึกษาก็มีส่วนสำคัญที่จะผลักดันให้เด็กรักการอ่าน โดยควรจัดกิจกรรมส่งเสริมให้เด็กได้อ่านหนังสือเพิ่มขึ้น และจากข้อคิดเห็นในการส่งเสริมให้เกิดการรักการอ่าน รัฐบาลควรมีส่วนร่วมในการกำหนดราคาหนังสือให้ถูกลง และจัดให้มีห้องสมุดประจำหมู่บ้าน/ชุมชน เพิ่มขึ้น